บันทึกลาวใต้

นั่งรถยาวจากเชียงใหม่ไปอุบล แล้วต่อรถจากอุบลไปลงปากเซ

ลงรถที่ปากเซ แล้วปั่นต่อไปนอนที่น้ำตกตาดผาส้วม

 

ติดตามเรื่องราวเต็มๆได้ที่ ปั่นจากปากเซไปนอนตาดผาส้วม | ALONE Bike.com

ปั่นเดี่ยวเที่ยวสงกรานต์ (ตอนจบ)

วันที่สาม วันสุดท้ายของการปั่น ตอนนี้ตัดสินใจได้แล้วว่าจะปั่นขึ้นไปทางเหนือ ไปกาญจนบุรี จากคำแนะนำของเพื่อนๆใน Facebook วันนี้ตื่นสายตามเดิม ฮ่าๆๆๆๆ ตื่นขึ้นมาก็ 7 โมงเช้าแล้ว เก็บข้าวเก็บของ เสื้อผ้าที่ซักตากไว้ในห้องเมื่อวาน แห้งสนิทดี (สงสัยเป็นเพราะตากในห้องแอร์) เสร็จแล้วก็จูงจักรยานไปนั่งกินกาแฟ(ฟรี) ที่ร้านอาหารของรีสอร์ท พี่เจ้าของรีสอร์ทก็ถามว่าอยากจะกินอะไรมั้ย เดี๋ยวจะให้แม่ครัวทำให้กิน แต่ตอนนั้นผมยังไม่อยากกินเลยปฏิเสธไป เลยนั่งกินกาแฟ กับปาท่องโก๋ กินไปก็นั่งคุยกับพี่เจ้าของรีสอร์ทไป พี่เค้าก็แนะนำเส้นทาง ว่าให้ปั่นไปทางด่านมะขามเตี้ย แล้วก็ต่อไปยังตัวเมืองกาญจนบุรี อีกหน่อย (ตอนนั้นยังชั่งใจอยู่ว่าจะไปแถวๆไทรโยคดีมั้ย แต่ก็คิดในใจว่าเดี๋ยวถึงด่านมะขามเตี้ยค่อยว่ากันอีกที)

กินเสร็จก็ควบเจ้า jamis คู่ใจออกเดินทาง ก่อนจะจากกันพี่เจ้าของรีสอร์ทก็เอาน้ำดื่มมาให้ แถมบอกว่าถ้าไม่พอเอาอีกขวดก็ได้ แต่ผมเกรงใจเลยเอามาขวดเดียว สวนผึ้งยามเช้านี่ช่างต่างกับตอนที่ผมมาถึงเมื่อวาน(บ่ายสองบ่ายสาม) เมื่อวานอย่างกับนรก ตอนเช้าๆนี่อากาศดีจริงๆ ผมปั่นออกจากรีสอร์ทเข้ามาตรงแถวๆถนนหลัก ตรงตลาดเพื่อถามทางชาวบ้านให้แน่ใจอีกรอบ

ออกเดินทางจากสวนผึ้ง

ออกเดินทางจากสวนผึ้ง

ประมาณ 25km คงจะถึง “บ้านตะโกล่าง” แล้วก็ต่อไปจนถึงด่านมะขามเตี้ย ทางช่วงนี้ค่อนข้างรถน้อยมากๆ ช่วงแรกๆยังพอมีบ้านคน แต่หลังๆก็เริ่มบางตา เป็นเส้นทางที่ลัดเลาะไปตามภูเขา บางช่วงก็จะเป็นที่ตั้งของรีสอร์ทต่างๆ ถ้ามาหน้าหนาว อากาศน่าจะเย็น น่าปั่นกว่าตอนนี้มากๆ

ลัดเลาะผ่านหุบเขา

ลัดเลาะผ่านหุบเขา

พอแดดเริ่มออก ผมก็ได้โอกาสจอดแวะกินอะไรรองท้อง ข้างทางไม่มีบ้านคนไม่มีร้านอะไรเลย โชคดีที่ผมยังมีขนมที่เจ้าของรีสอร์ทให้มา ก็เลยเลือกทำเลสวยๆ นั่งกินอาหารเช้า ถือโอกาสพักไปในตัว ตรงที่นั่งกินข้าวนั้นเป็นเนินเขา ด้านล่างมีไร่สับปะรดของชาวบ้าน อยู่ท่ามกลางเทือกเขาเป็นฉากหลัง สวยงามจริงๆ ผมนั่งกินไปเรื่อยๆ ช้าๆ ไม่ต้องรีบอะไรมาก นั่งดื่มด่ำกับวิวสวยๆ พร้อมกับขนมเวเฟอร์

ไร่สับปะรด

ไร่สับปะรด

จากสวนผึ้งจนถึงหมู่บ้านตะโกล่าง ระยะทาง 25 km แต่รู้สึกไม่ไกลเลย เพราะว่าวิวสองข้างทางสวยมากๆ ถ้าสังเกตดีๆตรงพื้นถนนจะมีสีขาวพ่นไว้เป็นคำว่า probike เป็นระยะๆ ทางเส้นนี้คงเคยมีคนมาจัดรายการแข่งจักรยานกันเมื่อไม่นานมานี้แน่ๆเลย

ถึงเส้นทางจะสวยงามเพียงใด ถ้าได้ชื่อว่าเป็นทางลัดเลาะตามภูเขา ย่อมจะมีซักช่วง หรือหลายๆช่วง ที่เราต้องขึ้นเนิน ยาวๆชัน ถนนเส้นนี้ก็ไม่ต่างกัน มีเนินชัน (มากๆ) อยู่เนินนึง

จากเนินที่โหดที่สุด

จากเนินที่โหดที่สุด

พอมาถึงทางแยกหมู่บ้านตะโกล่าง เห็นมีร้านข้าวอยู่ ผมเลยจัดกระเพราหมู(ไม่เผ็ด) ไปหนึ่งจาน พร้อมกับมะม่วง 1 ลูก แถมยังขอน้ำดื่มเค้าเติมกระติกอีก (เยอะไปมั้ย)

จากหมู่บ้านตะโกล่าง ปั่นต่อไปอีก 30-40 km ก็จะถึงด่านมะขามเตี้ย ไม่ค่อยมีรถ ไม่ค่อยมีบ้านคน เหมือนกับช่วงแรกๆ แต่ไม่สวยเท่า สองข้างทางเปลี่ยนจากไร่สับปะรดเป็นไร่อ้อย ผมปั่นมาเรื่อยๆ จนน่าจะได้ครึ่งทางไปด่านมะขามเตี้ยแล้ว ผมลงเนินมา แล้วก็เห็นพื้นน้ำด้านซ้ายมือ ตอนแรกนึกว่าเป็นแม่น้ำ แต่ที่จริงแล้วมันเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กแห่งนึง ผมแวะเข้าไปตรงทางเข้า มีศาลาเล็กๆอยู่หลังนึง ถูกจับจองด้วยชาวบ้านแถวๆนั้น ที่กำลังหาปลากันอยู่ ผมก็แวะเข้าไปดู แล้วก็นั่งพักเหนื่อย ถ่ายรูปนิดหน่อย

ผ่านไร่อ้อย

ผ่านไร่อ้อย

อ่างเก็บน้ำแห่งนึง

อ่างเก็บน้ำแห่งนึง

อีกซักรูป

อีกซักรูป

พอพ้นจากตรงนี้ไป ก็จะเริ่มเห็นมีหมู่บ้าน พร้อมกับเด็กวัยรุ่นที่ตั้งด่านสาดน้ำสงกรานต์กันเป็นระยะๆ บางด่านก็โดนสาด บางด่านก็แค่โดนปะแป้ง บางด่านเค้าก็ปล่อยเราไป

เหลืออีก 10km จะถึงด่านมะขามเตี้ยแล้ว ผมเลยหาที่หยุดพัก ด้านซ้ายมือเหมือนเป็นตึกแถว เป็นร้านอะไรซักอย่างซึ่งปิดสงกรานต์ แต่หน้าร้านเค้ามีม้านั่งหินอ่อน ผมกะจะแวะเข้าไปนั่งกินขนมที่ผมเตรียมไว้เป็นเสบียง กำลังจะจอด หมามาเห่าเป็นฝูงเลย เซง เลยต้องเลี้ยวรถออกไป ไปฝั่งตรงข้ามแทน ซึ่งเป็นเหมือนเพิงตลาดนัด (แต่ไม่มีใครมาขายของ) ไม่มีที่นั่ง แต่มีหลังคา ก็เลยเข้าไปนั่ง(พื้น) ตรงนั้น กินขนม น้ำ ยืดเส้นยืดสาย

พักเสร็จผมก็ปั่นรวดเดียวเข้าด่านมะขามเตี้ยเลย แล้วก็ปั่นต่อไปตามเส้นทาง 3209 เพราะมีป้ายเขียนว่าไปกาญจนบุรี ทางเส้นนี้ค่อนข้างโอเค มีต้นไม้สองข้างทาง ถึงแม้จะเป็นเส้นทางหลัก ที่เชื่อมระหว่าง อ.ด่านมะขามเตี้ย กับ อ.เมือง กาญจนบุรี แต่ก็ไม่ได้มีรถเยอะอะไร รถก็ไม่ได้ขับเร็วมาก เหมือนคนพื้นที่เค้าจะไม่ค่อยขับรถเร็วเท่าไหร่ ค่อยๆไปชีวิตไม่ได้เร่งรีบเหมือนคนกรุงเทพ

หลังจากนั้นผมก็เจอทางแยกไปด้านขวามือ ผมจอดตรงร้านโชห่วยตรงแยกนั้น หาซื้ออะไรกิน ตอนแรกว่าจะกินข้าว แต่ไม่มีร้านข้าว เลยต้องกินน้ำเต้าหู้ไปกล่องนึง พร้อมกับไอติมแท่งนึง เพิ่มพลัง ถามทางจากแม่ค้าก็ได้ความว่า ไอ้ทางแยกด้านขวาเป็นทางที่จะไปไทรโยค แต่ไปอีกไกลพอสมควร ซึ่งดูจากเวลาแล้วก็สภาพร่างกายในตอนนั้น คงจะไม่ไหว ถึงไหวก็คงจะไม่สนุกแล้ว เลยล้มเลิกโครงการที่จะไปนอนที่ไทรโยค ก็เลยปั่นถนนเส้นเดิม ไปอีกประมาณ 20 km ไปหาที่นอนในตัวเมืองกาญจณบุรีจะดีกว่า

จากร้านโชห่วย noname ไปจนถึงตัวอำเภอเมืองต้องผ่าน อ. เกาะสำโรง เป็นถนนที่สวยมากๆ ร่มรื่นมากๆ ผมพยายามหาที่พักแถวๆนั้น แต่ก็ไม่ค่อยจะมีที่ราคาถูกๆเท่าไหร่ ปั่นไปก็ดูป้ายไป เจอป้ายก็จอดโทรถาม จนมารู้ตัวอีกที ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแคว ก็ถึง ศาลาว่าการจังหวัด โอ้วววว นี่เราถึงเมืองกาญจณ์อย่างเป็นทางการแล้วหรือนี่

ถึงแล้วจ้า

ถึงแล้วจ้า

ตอนไปถึงน่าจะซักประมาณ 5 โมงเย็น ยังไม่มืด เลยมีเวลาปั่นหาที่พักในตัวเมือง เลยเน้นคำว่า guesthouse เพราะว่าโดยทั่วไปแล้ว จะถูกกว่าพวก รีสอร์ท อยู่พอสมควร มีอยู่ที่นึง เป็นอพาทเม้น ให้เช่ารายวัน แต่ผมเข้าไปดูแล้ว คิดว่าคงเอารถไปเก็บในห้องด้วยลำบาก เลยล้มเลิกความตั้งใจไป ซักพักก็ไปถึง guesthouse แห่งนึง ชื่อว่า บ้านมะเฟือง เลยจอดรถไว้หน้าร้านแล้วเดินเข้าไปติดต่อ ข้างในเป็นร้านกาแฟ เข้าไปถามแล้วก็โชคดี เหลืออยู่ห้องสุดท้าย ราคาไม่โหดมาก เอารถไปจอดในห้องได้เลย เค้าบอกว่า คนปั่นจักรยานมาพักที่นี่บ่อย เค้าเลยให้เอาเข้า เพราะว่าดูจักรยานของแต่ละคนแล้ว แพงๆทั้งนั้น (ยกเว้นของผม) เค้าเลยกลัวหาย เลยยอมให้เอาเข้า ผมก็เลยตัดสินใจเอาเลย เริ่มมืดแล้วด้วย

ซักผ้า อาบน้ำ แต่งตัวเรียบร้อย เดินออกมามืดพอดี ผมจำได้ว่าก่อนถึงเกสเฮ้าส์ไม่กี่ร้อยเมตรมีตลาดอยู่ เลยตัดสินใจเดินไปหาอะไรกินแถวๆนั้น มื้อนี้จัดหนักครับ ฮ่าๆๆๆๆๆ

ปลาคังอร่อยมว๊าก

ปลาคังอร่อยมว๊าก

กลับไปถึงห้อง ก็ด้วยความเพลีย บวกกับว่าพรุ่งนี้เช้าอยากจะตื่นเช้าๆไปปั่นชมเมืองระหว่างรอติดรถกลับกับเพื่อน (ที่มาเที่ยวแถวๆนี้พอดี อิอิ) ก็เลยหลับไปอย่างรวดเร็ว

ก่อนจบ…

เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากตื่นนอนทำธุระส่วนตัว ก็ปั่นออกจากเกสเฮ้าไปหาอะไรกิน พร้อมกับชมเมืองในยามเช้า ผ่านสุสานทหาร ตอนเช้าๆยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมาเท่าไหร่ สบายเลย แล้วก็ปั่นถนนเลียบแม่น้ำแคว ไปโผล่ตรงสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำแคว หาอะไรกินเป็นมื้อเช้าแถวๆนี้ แล้วก็เดินถ่ายรูปแถวๆนั้น

สุสานทหาร

สุสานทหาร

สะพานรถไฟข้ามแม่น้ำแควยามเช้า

สะพานรถไฟข้ามแม่น้ำแควยามเช้า

ถือว่าประสบความสำเร็จที่เดินทางด้วยความปลอดภัย กลับมาได้โดยครบ 32 แล้วได้มีโอกาสมาเล่าสู่กันฟัง หวังว่าครั้งต่อๆไป จะเป็นแบบนี้อีก
ใครที่มีโครงการปั่นไปทัวริ่งไหนแล้วอยากจะหาเพื่อนปั่นไปด้วย ก็ชวนผมได้นะครับ ถ้าว่างก็จะขอไปด้วยคน ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านมาตั้งแต่ตอนแรกครับ

จบ…

ปั่นเดี่ยวเที่ยวสงกรานต์ (ตอน 2)

ตื่นมาด้วยความงงๆว่าเมื่อคืนหลับไปตอนไหน ร้อนก็ร้อน หมาก็หอน แต่ก็ดีที่หลับได้ ไม่งั้นวันนี้ไม่มีแรงแหง๋ๆ วันนี้จะว่าไปก็ถือว่าตื่นค่อนข้างสาย ตั้ง 7 โมง กว่าจะเก็บข้าวของ ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จก็ปาเข้าไป 8 โมงละ ก่อนออกจากวัดไปขอน้ำเปล่ามาสองขวด อิอิอิ

ปลอกแขน กับกางเกงที่ซักไว้เมื่อวานก็เกือบแห้งแล้ว ก็เลยเอาเหน็บไว้ที่ตะแกรงท้ายรถ ตอนเช้าๆคงยังไม่มีใครมาสาดน้ำ เดี๋ยวกะไว้ว่าตอนสายๆคงแห้งสนิท เก็บใส่กระเป๋าได้ มันได้ความรู้สึกว่าไอ้จักรยานของเรามันเป็นเหมือนรถบ้านเลยนะ มีเกือบทุกอย่างที่เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิต (ยกเว้นครัว ฮ่าๆๆๆ เดี๋ยวว่าจะไปหาซื้อเตาสนามเล็กๆ กับหม้อสนาม เผื่อจะได้ใช้ตอนไปลาว)

ปั่นจักรยานตอนเช้าๆนี่มันดีจริงๆ แดดอ่อนๆ ลมเย็นๆปะทะใบหน้า สองข้างทางเป็นทุ่งนา รถก็น้อย ปั่นผ่านหมู่บ้านต่างๆ ตามวัดก็เริ่มจะมีชาวบ้านไปทำบุญวันสงกรานต์กันที่วัด ปั่นมาได้ซักประมาณ 20km ก็แวะร้านข้างทางหาข้าวเช้ากิน มองๆหาร้านข้าวที่มีร้านกาแฟอยู่ใกล้ๆ เพราะว่าอยากกินกาแฟมากๆ ก็เจออยู่ร้านนึง ไม่รอช้า จอดปุ๊บ สั่งกาแฟ แล้วไปนั่งรอร้านข้าว

วันนี้ตั้งเป้าไว้ว่าจะไปจบที่สวนผึ้งเลย ดูจากแผนที่แล้วไม่น่าจะไกลเท่าไหร่ น่าจะราวๆ 80 km ได้ ดูแล้วน่าจะถึงแต่หัววัน มีเวลาหาที่พักที่สะดวกสะบายหน่อย

กินข้าวเสร็จก็ออกเดินทางต่อ เจอร้านโชห่วยข้างทาง ดูน่าสนใจดี เลยแวะซื้อหมวกเอาไว้กันแดดใบนึง ใช้ได้ดีทีเดียวบังแดดมิด แต่เกรงว่าจะปั่นเข้าไปใกล้ชายแดนมากกว่านี้ไม่ได้เดี๋ยวจะโดน ตชด จับ ฮ่าๆๆๆๆ นอกจากหมวกแล้ว ยังได้ปืนฉีดน้ำมากระบอกนึง (เมื่อวานเป็นผู้ถูกกระทำเพียงฝ่ายเดียว วันนี้แหล่ะเมิง ต้องตอบโต้บ้าง)

image

จริงๆแล้วเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดไม่ว่าเราจะเดินทางยังไง ถ้าเลือกได้ผมอยากจะให้เพื่อนๆแวะซื้อของร้านโชห่วยมากกว่าที่จะเข้าเซเว่นนะครับ อาจจะแพงกว่ากันไม่กี่บาท เราไม่ได้เดือดร้อนอะไรอยู่แล้ว แต่มันเป็นการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นโดยตรง เซเว่นเราไม่เข้ามันก็ไม่เจ๊งหรอกครับ อยู่กรุงเทพเราก็เข้าเซเว่นกันประจำอยู่แล้ว

อีกอย่างเราไปเที่ยวบ้านเค้า ไปตักตวงทรัพยากรของบ้านเค้า เราควรจะคืนอะไรให้กับท้องถิ่นด้วย อีกอย่างเข้าร้านโชห่วยบางทีเจ้าของร้านก็ใจดี คุยกันสนุกไปเลย บางทีเค้าก็แนะนำเส้นทางลัดให้เรา เส้นทางสวยๆ แต่ถ้าเข้าเซเว่น คำแนะนำที่เราจะได้รับคงหนีไม่พ้น “รับขนมจีบกับซาลาเปาเพิ่มมั้ยค่าา” -____-”

ปั่นไปเรื่อยๆ พอเหลืออีกสิบกว่าโลจะเข้าถนนสายหลัก เลยเปิดแผนที่ดู ก็เจอว่า จริงๆแล้วเราก็ปั่นผ่านหมู่บ้านที่อยู่ทางขวามือได้ มันก็เชื่อมกันหมด ก็เลยตัดสินใจเลี้ยวเข้าทางหลวงชนบทที่อยู่ทางขวามือ เป็นทางเล็กๆ สองเลน ไม่ค่อยมีรถ ส่วนใหญ่ก็เป็นมอเตอร์ไซค์ชาวบ้าน ที่ออกไปทำไร่ทำนา บรรยากาศดีทีเดียว ตอนที่ปั่นอยู่ผมไม่ได้กำหนดอะไรมาก ไม่ค่อยได้เช็คแผนที่เท่าไหร่ ก็ปั่นไปเรื่อยๆ มองเขางูที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าเป็นหลัก สายไหนที่มีทิศทางไปทางเขางู ผมก็ปั่นไปทางนั้น รู้สึกอิสระจิงๆ วันนี้เนื่องจากปั่นระยะทางน้อย เลยไม่ต้องกลัวเสียเวลาเท่าไหร่ อยากไปทางไหนก็ไป หลงก็ถามชาวบ้าน ทางตันก็กลับรถ ไม่ต้องคิดอะไรมาก อีกอย่างทางหลวงชนบทที่ผ่านบ้านเรือนชาวบ้าน ผ่านทุ่งนาเขียวๆ มันน่าปั่นจริงๆ จะหลงก็ช่างมันปะไร

image

ปั่นหลงไปหลงมา วนไปวนมาซักพักก็มาโผล่ตรงด้านหลังเขางู สวยดี ส่วนใหญ่คนคงไม่ได้ใช้เส้นทางนี้เท่าไหร่ คงมีคนไม่มากที่จะได้เห็นวิวแบบนี้ ส่วนใหญ่ไปข้างหน้ากันหมด (นี่แหล่ะ ข้อดีของการหลง คุณจะได้เห็นอะไรที่ unseen )

image

เขางู เป็นภูเขาที่แทบจะไม่มีต้นไม้ ผมไม่แน่ใจว่ามันเกิดจากการที่คนเราไประเบิดมันเพื่อที่จะเอาหิน หรือว่ามันเกิดเองตามธรรมชาตินะ แต่ถ้าจะให้เดา คิดว่าเราน่าจะไประเบิดมันมากกว่า บางเขาผมเห็นตรงยอดเขามีต้นไม้ต้นเดียว น่าสงสารจริงๆ

พอพ้นออกมาจากเขางู ผมก็ต้องเข้าถนนสายหลักอีกครั้ง ปั่นไปซักพัก ก็เห็นทางหลวงชนบทอีกเส้น ตรงทิศทางที่กำลังจะไปพอดี ก็เลยเลี้ยวเข้าไปเลย เดี๋ยวค่อยไปมั่วๆเอา ฮ่าๆๆๆๆ ระหว่างปั่นก็ต้องพยายามไปทางทิศตะวันตกปั่นออกจากเขางู (ให้เขางูอยู่ด้านหลัง)  เป็นเส้นทางที่ปั่นแล้วเพลินมาก ผมก็บอกไม่ได้หรอกว่าถนนสายอะไร เพราะตอนนั้นผมก็มั่วๆเอา สองข้างทางนอกจากจะมีทุกนาแล้ว ยังมีโรงเพาะเห็ดของชาวบ้าน สร้างแบบง่ายๆ มุงด้วยใบจาก หมู่บ้านแถวๆนี้เป็นหมู่บ้านโครงการพระราชดำรีเกือบทั้งหมด บรรยากาศดีมากๆ

image

อนันดายังชิดซ้าย

ช่วงเวลาอันเพลิดเพลินก็จบลงเมื่อถนนเส้นนี้สิ้นสุดลง ผมต้องเข้าสายหลักอีกครั้ง ไม่รู้ว่าจะซ้ายหรือขวาดี เลยต้องจอดดู map อีกครั้ง ปรากฏว่า ผมลงใต้มากเกินไป -____-”

แต่ไม่เป็นไรเพราะว่าถือว่าปั่นชมนกชมไม้ในหมู่บ้าน หลังจากนั้นผมก็ปั่นเส้น 3208 มาเรื่อยๆ ตอนนั้นก็ใกล้จะเที่ยงแล้ว แต่ยังไม่หิวข้าวเท่าไหร่ เพราะว่าเพิ่งกินเสร็จไปตอน 10 โมง ก็เลยปั่นต่อมาเรื่อยๆ พอหมดช่วงที่เป็นบ้านคน โอ้โห้ นี่มัน Outback  ชัดๆ ร้อนสุดๆ สองข้างทางเป็นป่า (น่าจะเรียกได้ว่า เสื่อมโทรมนะ) ดูแห้งแล้งมากๆ ไม่รู้ว่าเพราะว่าชาวบ้าน กับนายทุนถางป่าหรือเปล่า เห็นร่องรอยไฟป่าเป็นช่วงๆ ปั่นไปซักพัก งานเข้าละครับ น้ำหมด ทำไงดี ไม่มีบ้านคน ไม่มีเชี่ยไรเลย ปั่นไปก็ดูสองข้างทางไปเผื่อจะเจอร้านน้ำ

เดชะบุญ เหลือบไปเห็นเต๊นท์ข้างทาง เป็นเต๊นท์เอาไว้บริการนักท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ เผื่อเกิดว่าขับรถเหนื่อย ง่วง หรือว่าเมา ก็มาจอดรถพักที่นี่ได้ เต็นนี้ไม่ได้เป็นของตำรวจทางหลวงแต่อย่างใด แต่เป็นของ อบต แถวๆนั้น มาตั้งเต๊นท์ให้บริการ

ผมเลยเลี้ยวรถเข้าไปขอน้ำเค้า คุยกับเจ้าหน้าที่ซักพัก เค้าก็สนใจว่าเรามาจากไหน อะไรยังไง (คงเป็นเรื่องแปลกสำหรับเค้า) มีคนนึงถามว่า “ทำไมไม่เอามอเตอร์ไซค์มา” อืมม ก็คิดในใจนะ ถ้าไม่เอาจักรยานมานี่ผมขอนอนตีพุงอยู่บ้านดีกว่านะ จากนั้นเราก็ร่ำลากัน ผมก็ต้องไม่ลืมที่จะไหว้ขอบคุณพี่ๆเค้าสำหรับน้ำ พี่ๆเค้าก็อวยพรให้ผมเดินทางอย่างปลอดภัย

ตอนนี้เริ่มหิวแล้ว คิดในใจว่าถ้าออกจาก  Outback นี้ไปได้คงต้องแวะหาร้านกินข้าวแล้วหล่ะ ซักพักนึงผมก็เข้าตัวเมือง เมืองนึง (ตอนนี้ผมจำชื่อไม่ได้แล้ว ฮ่าๆๆๆ) เป็นเมืองเล็กๆ ห่างจากสวนผึงสิบกว่ากิโล ผมเห็นมีร้านข้าวข้างทาง ข้างๆเป็นร้านกาแฟ (เอาอีกละ) ด้านหลังเป็นตลาดนัด ซึ่งพอค้าแม่ค้ากำลังเก็บของจะกลับ

ผมก็แวะสั่งกาแฟ แล้วไปรอร้านข้าวเหมือนเดิม เป็นร้านอาหารอิสลาม แม่ค้าหน้าตาน่ารักทีเดียว (แปลก ที่โพธาราม เมืองคนสวยไม่ยักจะเจอซักคน) สั่งก๋วยเตี๋ยวเนื้อมากิน อร่อยดี เสร็จแล้วสั่งโรตีใส่ไข่ 1 แผ่น เอาไว้กินเผื่อหิวกลางทาง แล้วก็ฝากจักรยานไว้กับแม่ค้าคนสวยแล้วก็ไปเดินในตลาดนัด กะว่าจะหาข้าวเหนียวมะม่วงกินซะหน่อย เวลาผมปั่นจักรยานแต่ละครั้งผมมักอยากจะกินอะไรๆเป็นพิเศษ แต่ละทริปก็แตกต่างกันไป (คล้ายๆคนแพ้ท้อง ฮ่าๆๆๆ) คราวก่อนผมก็อยากกิน ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ครั้งถัดมาก็อยากกินไก่ย่าง มาครั้งนี้ผมอยากกินข้าวเหนียวมะม่วง

เจออยู่ร้านนึง มีขายแต่มะม่วง (ขายเป็นกิโลๆด้วย) ไม่ปอกให้ ไม่มีข้าวเหนียว เลยอดกิน เดินคอตกกลับมาที่รถ เห็นโรตีห้อยอยู่หน้ารถ (แม่ค้าคนสวยคงเอามาห้อยทิ้งไว้ให้)

ล้อเริ่มหมุนอีกครั้ง เหลือระยะทางอีก 10 กว่ากิโล กับอากาศที่ร้อนระอุสุดๆ วันนี้อยากโดนสาดน้ำสุดๆ แต่ไม่มีใครมาสาดน้ำเลย ช่วง 10กว่ากิโลนี้ไม่มีอารมณ์สุนทรีเลย มันร้อนตับแตกจริงๆ กะว่า เดี๋ยวพอไปถึงจะอาบน้ำนอนตากแอร์ให้เย็นฉ่ำเลย

และแล้วก็มาถึงสวนผึ้ง ก็ปั่นหาที่พักอยู่ซักแป๊บ ก็จะมีป้ายบ้านพักต่างๆมากมาย ผมก็โทรไปบ้าง ปั่นเจอแวะเข้าไปถามบ้าง ราคาค่อนข้างสูง อาจจะเป็นเพราะมันเป็นวันหยุดด้วย ผมถามอยู่สองสามเจ้า ราคาพอๆกัน เลยตัดสินใจเอาตรงนี้ละกัน ชื่อว่า สุพัตรารีสอท ชอบตรงที่สงบดี เจ้าของใจดีมากๆ ตอนเย็นๆก็มีไอติมมาเลี้ยง เห็นเราปั่นจักรยานมาก็เอาขนมมาให้ตอนเช้าเป็นเสบียง พร้อมกับ น้ำเปล่าอีกขวดนึง (จริงๆแกอยากจะให้หลายขวด แต่ผมเกรงใจเลยเอามาแค่ขวดเดียว)

วันนี้จบทริปด้วยอย่างสบักสบอม เหมือนกำลังโดนย่าง ตากแห้ง หรืออะไรทำนองนั้น พอไปถึง ผมก็รีบเปิดแอร์ไม่รอช้า อาบน้ำอาบท่า ซักเสื้อผ้า นอนซักแป๊บ พอตกเย็น ผมก็ปั่นเข้าเมืองไปชมเมืองพร้อมกับซื้อของกิน

ตอนนี้ผมไม่อยากคิดว่าจะไปที่ไหนต่อดี จะกลับทางเดิมมั้ย (แต่มันร้อนชิบหายเลยนะ) หรือว่าจะไปต่อ แล้วไปทางไหนหล่ะ ขึ้้นเหนือ หรือว่าลงใต้ แล้วปั่นไปเรื่อยแบบนี้ จะกลับยังไง รถไฟ? รถทัวร์?  ค่อยมาต่อกันตอนหน้าละกันนะครับ

ปั่นเดี่ยวเที่ยวสงกรานต์ (ตอนที่ 1)

There is great meaning in life for those who are willing to journey. — Jim England

เพียงไม่กี่วันก่อนสงกรานต์ ผมตัดสินใจจัดกระเป๋า เตรียมออกเดินทางอีกครั้ง ถึงจะไม่ได้เป็นกูรู แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาสองสามครั้ง มีส่วนช่วยมากในการจัดสัมภาระ ว่าอะไรควรเอาไป อะไรไม่ควรเอาไป รวมไปถึงการจัดระเบียบสิ่งของต่างๆในกระเป๋าทั้งสองใบ ว่าอะไรควรจะอยู่ตรงไหน

เย็นวันก่อนออกเดินทางผมลงทุนซื้อผ้าขนหนูไมโครไฟเบอร์ ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากเลยทีเดียว มันทำให้น้ำหนักในกระเป๋าของผมเบาลงมาก (รวมไปถึงกระเป๋าตังค์ของผมก็เบาลงด้วย -___-” ) แถมยังประหยัดพื้นที่ในกระเป๋าไปพอสมควร

ยางอะไหล่และเครื่องมือต่างๆ อุปกรณ์สำหรับอาบน้ำ อุปกรณ์การนอน ทุกอย่างถูกจัดเป็นชุดไว้อยู่แล้ว ทุกอย่างถูกจัดลงในกระเป๋าแพนเนียร์สองใบอย่างรวดเร็ว พร้อมสำหรับการเดินทางในวันรุ่งขึ้น

วันที่ 13 เมษา วันที่คนส่วนใหญ่ตั้งหน้าตั้งตารอจะไปเล่นสาดน้ำ ผมตื่นแต่เช้า เอากระเป๋าที่จัดไว้เมื่อคืนใส่ตะแกรงหลัง ปั่นออกมาแวะเซเว่นหน้าคอนโดเพื่อตุนเสบียงและน้ำ แล้วก็ได้ยินเสียง “Hi!!” ไม่นึกว่าเค้าเรียกเรา แต่แถวๆนั้นไม่มีใครแล้วเลยหันไปดู

“Happy Songkran day!!” พร้อมกับระดมยิงปืนฉีดน้ำมา ปรากฏว่าเป็นสาวๆที่เพิ่งกลับจากการเล่นน้ำสงกรานต์ที่ RCA ถามว่าจะไปไหน ผมก็บอกไปว่าราชบุรี แต่ในใจจริงๆแล้วยังไม่รู้เลยว่าจะไปราชบุรีจริงหรือเปล่า ตอนนั้นยังตัดสินใจไม่ได้ระหว่าง ราชบุรี กับ เพชรบุรี

ในการปั่นจักรยานไปเที่ยวต่างจังหวัดของผมทุกครั้ง สิ่งที่ท้าทายและลำบากที่สุดก็คือหาทางออกจากกรุงเทพ ต้องหาข้อมูลเตรียมไว้ก่อน ไม่ใช่ว่านึกอยากจะออกทางไหนก็ได้ (จริงๆมันก็พอได้อ่ะนะ แต่ว่ามันไม่สนุกเลยที่จะไปปั่นทางเดียวกันกับรถยนต์ที่วิ่งกัน 100+ kph) จริงๆแล้วผมก็ไม่รู้ว่าจะออกจากกรุงเทพทางไหนเหมือนกันรู้แต่ว่า เลียบคลองมหาสวัสดิ์ ซึ่งอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา

เริ่มต้นจากถนนที่ยุ่งเหยิงที่สุดในกรุงเทพ “สุขุมวิท” สุขุมวิทในตอนเช้าๆ วันหยุดแบบนี้ช่างแตกต่างกับวันปกติราวหน้ามือกับหลัง teen มันช่างโล่งปั่นสบายเหลือเกิน บวกกับอากาศเย็นๆในยามเช้า กลิ่นไอความชื้นจากฝนที่ตกลงมาไม่กี่วันที่ผ่านมา

ผ่านสยามด้วยความชิลกับอากาศเย็นๆ ที่ปะทะใบหน้า บรรดาพ่อค้าแม่ค้าทั้งหลายเริ่มจัดข้าวของ เตรียมรับนักท่องเที่ยวที่จะมาเล่นน้ำสงกรานต์ในไม่กี่อีกชั่วโมงที่จะถึง ถังน้ำแข็งถูกลากมาวางตามข้างฟุตบาทอย่างมีระเบียบ แผงขายเสื้อผ้าริมฟุตบาทที่เราเห็นกันจนชินตาที่สยาม เวลานี้ได้เปลี่ยนไปเป็นแผงขายปืนฉีดน้ำ ถังน้ำ ดินสอพอง

ผมใช้เส้นทางเดิมตอนที่จะมาขึ้นรถไฟไปกาญจนบุรีเมื่อครั้งก่อน ปั่นผ่านหลานหลวง อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นถือว่าเป็นหลักกิโลเมตรที่ 0 ของทางหลวงสายหลักๆในประเทศไทย ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่สะพานปิ่นเกล้า ปฏิบัติการค้นหาทางไปถนนสายเลียบคลองมหาสวัสดิ์ก็ได้เริ่มต้นทันทีที่ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาได้ ปั่นไป ก็ต้องคอย check google map ไปเรื่อยๆ จนเข้าไปถึงสถานีรถไฟ บางบำหรุ

Image

ในระหว่างที่กำลังหลงทางอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงเรียกมาจากข้างทาง “สวัสดีค่า” ผมก็ทักทายกลับไปว่า “หวัดดีครับ” ตามมารยาทของคนปั่นจักรยานซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่แล้ว เป็นธรรมเนียมที่ดีมากๆของการปั่นจักรยาน ไม่ว่าจะเจอกันที่ไหน ไม่รู้จักกันมาก่อน เราก็จะทักทายกันอยู่เสมอ จะหาบรรยากาศแบบนี้ไม่ได้เลยเวลาเราขับรถยนต์ ซึ่งแทบจะไม่มีการทักทายกันระหว่างเพื่อนร่วมทาง หรือถ้าจะมี ก็คงเป็นการบีบแตรด่ากันมากกว่า

หน้าร้านกาแฟแห่งหนึ่งมีรถจักรยานจอดอยู่หน้าร้านสองคัน ผมวกกลับเข้าไปถามทางไปถนนเลียบคลองมหาสวัสดิ์ ที่จะพาผมออกจากกรุงเทพ ที่ร้านกาแฟแห่งนี้ผมได้รู้จัก พี่เล็ก แล้วก็พี่เด๋อ เจ้าของจักรยานสองคันหน้าร้าน ซึ่งจะไปปั่นทางเดียวกับผมอยู่แล้ว ถือว่าโชคดีเอามากๆ ผมก็เลยขอติดสอยห้อยตามพี่สองคนไป พี่เล็กเป็นคนที่มีอัธยาศัยไมตรีดีมากๆ แถมยังแนะนำว่าให้ไปสวนผึ้ง แล้วยังได้ให้เบอร์ติดต่อ ของชมรมต่างๆในระหว่างทางที่ผมจะไปเผื่อมีเรื่องฉุกเฉินอะไร

Image

มีพี่เล็กกับพี่เด๋อ ช่วยนำทาง

เราสามคนเริ่มต้นปั่นจากร้านกาแฟแห่งนั้น ลัดเลาะไปตามหมู่บ้านต่างๆ ซึ่งผมเห็นแล้วก็รู้สึกดีใจที่ได้เจอพี่ๆทั้งสองคน ถ้าให้ผมงมทางมาเอง บ่ายโมง ผมคงยังไม่ได้ออกจากกรุงเทพแน่ๆ เราปั่นมากันซักพักนึงก็เป็นถนนสายเลียบคลองมหาสวัสดิ์ เป็นคลองที่ผมไม่เคยรู้จัก ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน จนกระทั่งเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา

Image

พี่เล็กกับพี่เด๋อ ตั้งใจจะไปพิพิธภัณฑ์ รถโบราณ เจษฏาเทคนิค ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน ก็เลยแวะไปดูด้วยกัน ที่นี่ไม่ได้มีเฉพาะ “รถ” โบราณเท่านั้น แต่ยังมีทั้งเครื่องบินรบสมัยเก่า เฮลิคอปเตอร์ มอเตอร์ไซค์ แล้วก็จักรยานแบบแปลกๆที่ไม่เคยเห็นมาก่อน อย่างเช่น จักรยานที่ปั่นกัน 8 คน จักรยานทำจากไม้ล้วนๆ (คงเอาไว้โชว์เฉยๆ ไม่แน่ใจว่าเอาไปปั่นจริงๆจะได้หรือเปล่า) ที่นี่ไม่เก็บค่าเข้าชมแต่อย่างใด แค่ลงทะเบียนเท่านั้น เราสามคนฝากรถไว้กับลุงคนขายไอติมใจดีหน้ามิวเซียม แล้วก็เดินเข้าไปดูกัน

Image

Image

Image

จากมิวเซียม อีกไม่นานเราก็ต้องแยกทางกัน เราก็ไปกินข้าวเที่ยงด้วยกันที่ตลาดท่านา แล้วพี่ทั้งสองคนก็ปั่นมาส่งผมอีกหน่อยนึง ตอนนั้นผมตัดสินใจแล้วว่าจะไปสวนผึ้ง ก็เลยถามทางจากคนขายสับปะรดข้างทาง แกก็แนะนำเส้นทางให้ เป็นเส้นที่วิ่งคู่ขนานไปกับทางรถไฟ บางช่วงของทางก็ติดๆกับทางรถไฟ บางช่วงก็แยกออกไปเข้าไปตามหมู่บ้านต่างๆ

ผมค่อนข้างสบายใจที่ได้วิ่งคู่ขนานไปกับทางรถไฟ เพราะอย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าไม่หลงแน่นอน แต่ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน จากถนนเลียบรางรถไฟ ราดยางอย่างดี อยู่ๆ ทางก็เล็กลงๆ จนกลายเป็นทางลูกรัง แล้วก็กลายเป็นทางที่รถใหญ่ผ่านไปไม่ได้ แต่ก็ยังพอมีร่องรอยล้อรถมอเตอร์ใซค์ที่ชาวบ้านแถวๆนั้นใช้ลัดเลาะไปบนทางดินเล็กๆนี้ ผมมองไม่เห็นเลยว่าไอ้ทางลูกรังเล็กๆเส้นนี้จะไปโผล่ที่ไหน หรือว่ามันจะเป็นทางตันหรือเปล่า แค่ปั่นไปตามสัญชาตญาณ ที่เห็นรอยล้อรถมอเตอร์ไซค์ ก็คงคิดว่าอย่างน้อยก็คงมีคนใช้เส้นทางนี้มันคงไปโผล่ซักแห่ง บางทีจะว่าไปมันก็เหมือนกับชีวิตคนเรา บางครั้งเราก็ไม่มั่นใจหรอกว่าจุดหมายข้างหน้าจะเป็นอย่างไร รู้เพียงแต่ว่าต้องเดินหน้าไปเรื่อยๆ เหมือนภาษาอังกฤษวลีนึงที่บอกว่า Leap of faith

Image

ผมปั่นอยู่ซักพักในที่สุดก็เจอทางราดยาง มุ่งหน้าสู่นครปฐม ผมถึงนครปฐมตอนไหนก็จำไม่ได้แล้ว แต่ตอนนั้นแวะพักข้างทาง check google map และคิดว่าคงไปถึง อ.บ้านโป่งก่อนมืด อาจจะหาที่พักแถวๆนั้น

ถนนเส้นนี้วิ่งเลียบคลองชลประทาน มุ่งหน้าเข้าสู่ อ. บ้านโป่ง ระหว่างทางบางช่วงก็จะมีเด็กๆ มากระโดดน้ำเล่นแถวๆนั้น แสงแดดที่ร้อนแรงตอนกลางวัน ในเดือนที่ร้อนที่สุดของปี ไอร้อนจากถนนระอุ ต่างกับเมื่อตอนเช้าอย่างลิบลับ ทำให้อยากจะจอดจักรยาน โดดลงไปเล่นน้ำด้วยกันกับเด็กๆเหลือเกิน แต่ด้วยระยะทางยังอีกยาวไกล จึงต้องปั่นต่อไป

ในที่สุดก็มาถึงบ้านโป่งเวลาประมาณ บ่ายสามกว่าๆ แวะร้านข้างทาง หาอะไรใส่ท้อง ด้วยอาหารง่ายๆ อย่าง กระเพราไข่ดาว แม่ค้าบอกว่าอีกไม่เกิน 20 โล ก็ถึง โพธารามแล้ว ผมก็เลยตัดสินใจไปต่ออีกหน่อย ค่อยไปพักที่โพธาราม พรุ่งนี้จะได้สบายๆ ปั่นระยะทางไม่ไกลมาก

“โพธาราม เมืองคนสวย” ป้ายทางเข้าตัวอำเภอบอกอย่างนั้น ผมไม่มีโอกาสได้เจอหรอก เพราะว่ากว่าผมจะไปถึงก็ค่อนข้างเย็นแล้ว เลยจดจ่ออยู่กับการหาที่พักสำหรับคืนนี้ โพธาราม เป็นอำเภอที่ค่อนข้างสงบมากๆ สะอาด ร่มรื่น น่าอยู่ เหมาะแก่การไปพักผ่อน (หมายถึงไปพักผ่อนจริงๆนะ ไปนอนอ่านหนังสือเล่น อะไรแบบนี้) ผมปั่นไปเรื่อยๆ กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็เกือบจะพ้นตัวเมืองแล้ว สังเกตได้จากจำนวนบ้านเรือนที่บางตา เลยตัดสินใจกลับรถ ปั่นกลับไปที่วัดที่เพิ่งผ่านมา

Image

โพธาราม เมืองคนสวย

ผมไม่เคยนอนวัด ผมเป็นคริสต์ตั้งแต่เด็ก ไม่ได้มีอะไรผูกพันกับวัดเลย วันนี้คงเป็นครั้งแรกที่ได้นอนวัด ผมปั่นเข้าไปในวัด เห็นหลวงพี่กำลังกวาดวัดอยู่ ผมก็เลยขออนุญาติท่านกางเต็นท์นอนในวัดสำหรับคืนนี้ หลวงพี่ท่านก็เมตตา บอกว่าตามสบายเลยโยม เลือกๆเอาเลย สรุปวันนั้นเลยเข้าไปกางเต๊นท์ในศาลาฌาปนกิจ เพราะว่ามีหลังคา (เผื่อมีฝนตก) และก็มีไฟฟ้าให้ชาร์จมือถือ (สำหรับใช้ google map สำหรับวันพรุ่งนี้)

ก่อนนอน ลูกศิษย์วัดคนนึงเดินมาทักทาย ถามว่า “นอนตรงนี้เลยเหรอพี่??” “แน่ใจนะ?”

เอ๊ะ หมายความว่าไง?? คืนนั้นก็เข้านอนด้วยความสงสัย ซักประมาณ ตีหนึ่งตีสอง หมาในวัดเริ่มตั้งวงออเครสตร้า หอน ประสานเสียงราวกับเป็นซิมโฟนีหมายเลขหนึ่ง -___-” ตอนแรกก็ไม่รู้ทำไงดี แต่พอหลังๆเริ่มคิดได้ว่า สงสัยมันคงหอนผมมากกว่านะ แล้วก็หลับไปด้วยความเพลีย