ปั่นเดี่ยวเที่ยวสงกรานต์ (ตอน 2)

ตื่นมาด้วยความงงๆว่าเมื่อคืนหลับไปตอนไหน ร้อนก็ร้อน หมาก็หอน แต่ก็ดีที่หลับได้ ไม่งั้นวันนี้ไม่มีแรงแหง๋ๆ วันนี้จะว่าไปก็ถือว่าตื่นค่อนข้างสาย ตั้ง 7 โมง กว่าจะเก็บข้าวของ ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จก็ปาเข้าไป 8 โมงละ ก่อนออกจากวัดไปขอน้ำเปล่ามาสองขวด อิอิอิ

ปลอกแขน กับกางเกงที่ซักไว้เมื่อวานก็เกือบแห้งแล้ว ก็เลยเอาเหน็บไว้ที่ตะแกรงท้ายรถ ตอนเช้าๆคงยังไม่มีใครมาสาดน้ำ เดี๋ยวกะไว้ว่าตอนสายๆคงแห้งสนิท เก็บใส่กระเป๋าได้ มันได้ความรู้สึกว่าไอ้จักรยานของเรามันเป็นเหมือนรถบ้านเลยนะ มีเกือบทุกอย่างที่เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิต (ยกเว้นครัว ฮ่าๆๆๆ เดี๋ยวว่าจะไปหาซื้อเตาสนามเล็กๆ กับหม้อสนาม เผื่อจะได้ใช้ตอนไปลาว)

ปั่นจักรยานตอนเช้าๆนี่มันดีจริงๆ แดดอ่อนๆ ลมเย็นๆปะทะใบหน้า สองข้างทางเป็นทุ่งนา รถก็น้อย ปั่นผ่านหมู่บ้านต่างๆ ตามวัดก็เริ่มจะมีชาวบ้านไปทำบุญวันสงกรานต์กันที่วัด ปั่นมาได้ซักประมาณ 20km ก็แวะร้านข้างทางหาข้าวเช้ากิน มองๆหาร้านข้าวที่มีร้านกาแฟอยู่ใกล้ๆ เพราะว่าอยากกินกาแฟมากๆ ก็เจออยู่ร้านนึง ไม่รอช้า จอดปุ๊บ สั่งกาแฟ แล้วไปนั่งรอร้านข้าว

วันนี้ตั้งเป้าไว้ว่าจะไปจบที่สวนผึ้งเลย ดูจากแผนที่แล้วไม่น่าจะไกลเท่าไหร่ น่าจะราวๆ 80 km ได้ ดูแล้วน่าจะถึงแต่หัววัน มีเวลาหาที่พักที่สะดวกสะบายหน่อย

กินข้าวเสร็จก็ออกเดินทางต่อ เจอร้านโชห่วยข้างทาง ดูน่าสนใจดี เลยแวะซื้อหมวกเอาไว้กันแดดใบนึง ใช้ได้ดีทีเดียวบังแดดมิด แต่เกรงว่าจะปั่นเข้าไปใกล้ชายแดนมากกว่านี้ไม่ได้เดี๋ยวจะโดน ตชด จับ ฮ่าๆๆๆๆ นอกจากหมวกแล้ว ยังได้ปืนฉีดน้ำมากระบอกนึง (เมื่อวานเป็นผู้ถูกกระทำเพียงฝ่ายเดียว วันนี้แหล่ะเมิง ต้องตอบโต้บ้าง)

image

จริงๆแล้วเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดไม่ว่าเราจะเดินทางยังไง ถ้าเลือกได้ผมอยากจะให้เพื่อนๆแวะซื้อของร้านโชห่วยมากกว่าที่จะเข้าเซเว่นนะครับ อาจจะแพงกว่ากันไม่กี่บาท เราไม่ได้เดือดร้อนอะไรอยู่แล้ว แต่มันเป็นการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นโดยตรง เซเว่นเราไม่เข้ามันก็ไม่เจ๊งหรอกครับ อยู่กรุงเทพเราก็เข้าเซเว่นกันประจำอยู่แล้ว

อีกอย่างเราไปเที่ยวบ้านเค้า ไปตักตวงทรัพยากรของบ้านเค้า เราควรจะคืนอะไรให้กับท้องถิ่นด้วย อีกอย่างเข้าร้านโชห่วยบางทีเจ้าของร้านก็ใจดี คุยกันสนุกไปเลย บางทีเค้าก็แนะนำเส้นทางลัดให้เรา เส้นทางสวยๆ แต่ถ้าเข้าเซเว่น คำแนะนำที่เราจะได้รับคงหนีไม่พ้น “รับขนมจีบกับซาลาเปาเพิ่มมั้ยค่าา” -____-”

ปั่นไปเรื่อยๆ พอเหลืออีกสิบกว่าโลจะเข้าถนนสายหลัก เลยเปิดแผนที่ดู ก็เจอว่า จริงๆแล้วเราก็ปั่นผ่านหมู่บ้านที่อยู่ทางขวามือได้ มันก็เชื่อมกันหมด ก็เลยตัดสินใจเลี้ยวเข้าทางหลวงชนบทที่อยู่ทางขวามือ เป็นทางเล็กๆ สองเลน ไม่ค่อยมีรถ ส่วนใหญ่ก็เป็นมอเตอร์ไซค์ชาวบ้าน ที่ออกไปทำไร่ทำนา บรรยากาศดีทีเดียว ตอนที่ปั่นอยู่ผมไม่ได้กำหนดอะไรมาก ไม่ค่อยได้เช็คแผนที่เท่าไหร่ ก็ปั่นไปเรื่อยๆ มองเขางูที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าเป็นหลัก สายไหนที่มีทิศทางไปทางเขางู ผมก็ปั่นไปทางนั้น รู้สึกอิสระจิงๆ วันนี้เนื่องจากปั่นระยะทางน้อย เลยไม่ต้องกลัวเสียเวลาเท่าไหร่ อยากไปทางไหนก็ไป หลงก็ถามชาวบ้าน ทางตันก็กลับรถ ไม่ต้องคิดอะไรมาก อีกอย่างทางหลวงชนบทที่ผ่านบ้านเรือนชาวบ้าน ผ่านทุ่งนาเขียวๆ มันน่าปั่นจริงๆ จะหลงก็ช่างมันปะไร

image

ปั่นหลงไปหลงมา วนไปวนมาซักพักก็มาโผล่ตรงด้านหลังเขางู สวยดี ส่วนใหญ่คนคงไม่ได้ใช้เส้นทางนี้เท่าไหร่ คงมีคนไม่มากที่จะได้เห็นวิวแบบนี้ ส่วนใหญ่ไปข้างหน้ากันหมด (นี่แหล่ะ ข้อดีของการหลง คุณจะได้เห็นอะไรที่ unseen )

image

เขางู เป็นภูเขาที่แทบจะไม่มีต้นไม้ ผมไม่แน่ใจว่ามันเกิดจากการที่คนเราไประเบิดมันเพื่อที่จะเอาหิน หรือว่ามันเกิดเองตามธรรมชาตินะ แต่ถ้าจะให้เดา คิดว่าเราน่าจะไประเบิดมันมากกว่า บางเขาผมเห็นตรงยอดเขามีต้นไม้ต้นเดียว น่าสงสารจริงๆ

พอพ้นออกมาจากเขางู ผมก็ต้องเข้าถนนสายหลักอีกครั้ง ปั่นไปซักพัก ก็เห็นทางหลวงชนบทอีกเส้น ตรงทิศทางที่กำลังจะไปพอดี ก็เลยเลี้ยวเข้าไปเลย เดี๋ยวค่อยไปมั่วๆเอา ฮ่าๆๆๆๆ ระหว่างปั่นก็ต้องพยายามไปทางทิศตะวันตกปั่นออกจากเขางู (ให้เขางูอยู่ด้านหลัง)  เป็นเส้นทางที่ปั่นแล้วเพลินมาก ผมก็บอกไม่ได้หรอกว่าถนนสายอะไร เพราะตอนนั้นผมก็มั่วๆเอา สองข้างทางนอกจากจะมีทุกนาแล้ว ยังมีโรงเพาะเห็ดของชาวบ้าน สร้างแบบง่ายๆ มุงด้วยใบจาก หมู่บ้านแถวๆนี้เป็นหมู่บ้านโครงการพระราชดำรีเกือบทั้งหมด บรรยากาศดีมากๆ

image

อนันดายังชิดซ้าย

ช่วงเวลาอันเพลิดเพลินก็จบลงเมื่อถนนเส้นนี้สิ้นสุดลง ผมต้องเข้าสายหลักอีกครั้ง ไม่รู้ว่าจะซ้ายหรือขวาดี เลยต้องจอดดู map อีกครั้ง ปรากฏว่า ผมลงใต้มากเกินไป -____-”

แต่ไม่เป็นไรเพราะว่าถือว่าปั่นชมนกชมไม้ในหมู่บ้าน หลังจากนั้นผมก็ปั่นเส้น 3208 มาเรื่อยๆ ตอนนั้นก็ใกล้จะเที่ยงแล้ว แต่ยังไม่หิวข้าวเท่าไหร่ เพราะว่าเพิ่งกินเสร็จไปตอน 10 โมง ก็เลยปั่นต่อมาเรื่อยๆ พอหมดช่วงที่เป็นบ้านคน โอ้โห้ นี่มัน Outback  ชัดๆ ร้อนสุดๆ สองข้างทางเป็นป่า (น่าจะเรียกได้ว่า เสื่อมโทรมนะ) ดูแห้งแล้งมากๆ ไม่รู้ว่าเพราะว่าชาวบ้าน กับนายทุนถางป่าหรือเปล่า เห็นร่องรอยไฟป่าเป็นช่วงๆ ปั่นไปซักพัก งานเข้าละครับ น้ำหมด ทำไงดี ไม่มีบ้านคน ไม่มีเชี่ยไรเลย ปั่นไปก็ดูสองข้างทางไปเผื่อจะเจอร้านน้ำ

เดชะบุญ เหลือบไปเห็นเต๊นท์ข้างทาง เป็นเต๊นท์เอาไว้บริการนักท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ เผื่อเกิดว่าขับรถเหนื่อย ง่วง หรือว่าเมา ก็มาจอดรถพักที่นี่ได้ เต็นนี้ไม่ได้เป็นของตำรวจทางหลวงแต่อย่างใด แต่เป็นของ อบต แถวๆนั้น มาตั้งเต๊นท์ให้บริการ

ผมเลยเลี้ยวรถเข้าไปขอน้ำเค้า คุยกับเจ้าหน้าที่ซักพัก เค้าก็สนใจว่าเรามาจากไหน อะไรยังไง (คงเป็นเรื่องแปลกสำหรับเค้า) มีคนนึงถามว่า “ทำไมไม่เอามอเตอร์ไซค์มา” อืมม ก็คิดในใจนะ ถ้าไม่เอาจักรยานมานี่ผมขอนอนตีพุงอยู่บ้านดีกว่านะ จากนั้นเราก็ร่ำลากัน ผมก็ต้องไม่ลืมที่จะไหว้ขอบคุณพี่ๆเค้าสำหรับน้ำ พี่ๆเค้าก็อวยพรให้ผมเดินทางอย่างปลอดภัย

ตอนนี้เริ่มหิวแล้ว คิดในใจว่าถ้าออกจาก  Outback นี้ไปได้คงต้องแวะหาร้านกินข้าวแล้วหล่ะ ซักพักนึงผมก็เข้าตัวเมือง เมืองนึง (ตอนนี้ผมจำชื่อไม่ได้แล้ว ฮ่าๆๆๆ) เป็นเมืองเล็กๆ ห่างจากสวนผึงสิบกว่ากิโล ผมเห็นมีร้านข้าวข้างทาง ข้างๆเป็นร้านกาแฟ (เอาอีกละ) ด้านหลังเป็นตลาดนัด ซึ่งพอค้าแม่ค้ากำลังเก็บของจะกลับ

ผมก็แวะสั่งกาแฟ แล้วไปรอร้านข้าวเหมือนเดิม เป็นร้านอาหารอิสลาม แม่ค้าหน้าตาน่ารักทีเดียว (แปลก ที่โพธาราม เมืองคนสวยไม่ยักจะเจอซักคน) สั่งก๋วยเตี๋ยวเนื้อมากิน อร่อยดี เสร็จแล้วสั่งโรตีใส่ไข่ 1 แผ่น เอาไว้กินเผื่อหิวกลางทาง แล้วก็ฝากจักรยานไว้กับแม่ค้าคนสวยแล้วก็ไปเดินในตลาดนัด กะว่าจะหาข้าวเหนียวมะม่วงกินซะหน่อย เวลาผมปั่นจักรยานแต่ละครั้งผมมักอยากจะกินอะไรๆเป็นพิเศษ แต่ละทริปก็แตกต่างกันไป (คล้ายๆคนแพ้ท้อง ฮ่าๆๆๆ) คราวก่อนผมก็อยากกิน ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ครั้งถัดมาก็อยากกินไก่ย่าง มาครั้งนี้ผมอยากกินข้าวเหนียวมะม่วง

เจออยู่ร้านนึง มีขายแต่มะม่วง (ขายเป็นกิโลๆด้วย) ไม่ปอกให้ ไม่มีข้าวเหนียว เลยอดกิน เดินคอตกกลับมาที่รถ เห็นโรตีห้อยอยู่หน้ารถ (แม่ค้าคนสวยคงเอามาห้อยทิ้งไว้ให้)

ล้อเริ่มหมุนอีกครั้ง เหลือระยะทางอีก 10 กว่ากิโล กับอากาศที่ร้อนระอุสุดๆ วันนี้อยากโดนสาดน้ำสุดๆ แต่ไม่มีใครมาสาดน้ำเลย ช่วง 10กว่ากิโลนี้ไม่มีอารมณ์สุนทรีเลย มันร้อนตับแตกจริงๆ กะว่า เดี๋ยวพอไปถึงจะอาบน้ำนอนตากแอร์ให้เย็นฉ่ำเลย

และแล้วก็มาถึงสวนผึ้ง ก็ปั่นหาที่พักอยู่ซักแป๊บ ก็จะมีป้ายบ้านพักต่างๆมากมาย ผมก็โทรไปบ้าง ปั่นเจอแวะเข้าไปถามบ้าง ราคาค่อนข้างสูง อาจจะเป็นเพราะมันเป็นวันหยุดด้วย ผมถามอยู่สองสามเจ้า ราคาพอๆกัน เลยตัดสินใจเอาตรงนี้ละกัน ชื่อว่า สุพัตรารีสอท ชอบตรงที่สงบดี เจ้าของใจดีมากๆ ตอนเย็นๆก็มีไอติมมาเลี้ยง เห็นเราปั่นจักรยานมาก็เอาขนมมาให้ตอนเช้าเป็นเสบียง พร้อมกับ น้ำเปล่าอีกขวดนึง (จริงๆแกอยากจะให้หลายขวด แต่ผมเกรงใจเลยเอามาแค่ขวดเดียว)

วันนี้จบทริปด้วยอย่างสบักสบอม เหมือนกำลังโดนย่าง ตากแห้ง หรืออะไรทำนองนั้น พอไปถึง ผมก็รีบเปิดแอร์ไม่รอช้า อาบน้ำอาบท่า ซักเสื้อผ้า นอนซักแป๊บ พอตกเย็น ผมก็ปั่นเข้าเมืองไปชมเมืองพร้อมกับซื้อของกิน

ตอนนี้ผมไม่อยากคิดว่าจะไปที่ไหนต่อดี จะกลับทางเดิมมั้ย (แต่มันร้อนชิบหายเลยนะ) หรือว่าจะไปต่อ แล้วไปทางไหนหล่ะ ขึ้้นเหนือ หรือว่าลงใต้ แล้วปั่นไปเรื่อยแบบนี้ จะกลับยังไง รถไฟ? รถทัวร์?  ค่อยมาต่อกันตอนหน้าละกันนะครับ

About these ads

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s